Home FINANCE ธ.ทิสโก้ – TFPA ปั้น ที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ รับเกมใหม่สังคมสูงวัย มมุมมอง ‘การเงินพร้อม – บ้านดี’ เพื่อการเกษียณเชิญกูรูสถาปัตยกรรม จุฬาฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้
FINANCE

ธ.ทิสโก้ – TFPA ปั้น ที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ รับเกมใหม่สังคมสูงวัย มมุมมอง ‘การเงินพร้อม – บ้านดี’ เพื่อการเกษียณเชิญกูรูสถาปัตยกรรม จุฬาฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้

ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จัดโครงการ The Advisor Club ครั้งที่ 4

ร่วมกับสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ในฐานะ Friends for Well-Being เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เชิงลึกด้านการวางแผนการเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับคุณวุฒิที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ และนักวางแผนการเงิน CFP®

ยกระดับการให้คำแนะนำทางการเงินที่ครบถ้วน ได้มาตรฐานระดับสากล และสอดรับกับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต  

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อ “เตรียมบ้านให้พร้อม รับเวลาทองของชีวิต ” เสริมความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยหลังเกษียณ

 และการเลือกโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนเกษียณอายุ โดยมี คุณพิชา รัตนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจธนบดีและบริการธนาคาร กล่าวเปิดงาน และ คุณธีรนาถ รุจิเมธาภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ  

ทั้งนี้ ธนาคารทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการให้คำแนะนำทางการเงินบนพื้นฐานของ “คำแนะนำที่ดี งานวิจัยที่มีคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์” โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมให้ได้รับคุณวุฒิ AFPT™ และ CFP® รวมถึงการอัปเดตความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ

 เช่น การส่งต่อความมั่งคั่ง การวางแผนภาษี และการวางแผนการเงินหลังเกษียณอย่างสม่ำเสมอ  

“บ้านที่พร้อม” และ “การเงินที่พร้อม” 

สำหรับสาระสำคัญจากการบรรยายโดย รองศาสตราจารย์ไตรรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่า การวางแผนชีวิตหลังเกษียณในปัจจุบันไม่อาจพิจารณาเฉพาะเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนหรือรายได้หลังเกษียณเท่านั้น แต่ยังต้องครอบคลุมถึง

“ความพร้อมของที่อยู่อาศัย” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต โดยวิทยากรชี้ว่า คนไทยจำนวนมากมักซื้อบ้านในช่วงอายุประมาณ 30–35 ปี และอยู่อาศัยต่อเนื่องยาวนาน แต่เมื่ออายุมากขึ้น สภาพบ้านเดิมอาจไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

 จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจในวัยสูงอายุ จึงควรเริ่มวางแผนปรับบ้านล่วงหน้า โดยเฉพาะก่อนอายุ 60 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหกล้มและอุบัติเหตุภายในบ้าน  

ในการบรรยายยังได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้สูงอายุ ทั้งด้านการมองเห็น การได้ยิน การรับกลิ่น การทรงตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ตลอดจนข้อจำกัดด้านความจำและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อการใช้งานพื้นที่ในบ้านอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การขึ้นลงบันไดลำบาก

 การมองเห็นไม่ชัดในที่มืด การตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นช้าลง หรือจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น  

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การหกล้มในผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยวิทยากรระบุว่า ผู้สูงอายุมีโอกาสหกล้มจำนวนมากในแต่ละปี และปัจจัยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในบ้านมากกว่าปัจจัยด้านร่างกายเพียงอย่างเดียว พร้อมชี้ให้เห็น “4 จุดเสี่ยงหลัก”

 ภายในบ้าน ได้แก่ ห้องน้ำ บันได เตียงนอน และพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภายในกับภายนอกบ้าน เช่น ระเบียง พื้นที่ซักล้าง หรือโรงจอดรถ ซึ่งมักเป็นจุดที่มีพื้นต่างระดับ แสงสว่างไม่เพียงพอ หรือพื้นผิวลื่น 

แนวทางการปรับปรุงบ้านที่เหมาะสมสำหรับวัยเกษียณจึงควรเริ่มจากเรื่องพื้นฐานแต่สำคัญ ได้แก่

การลดหรือเลี่ยงพื้นต่างระดับและธรณีประตู การทำทางลาด การเพิ่มแสงสว่าง การติดราวจับ การใช้วัสดุกันลื่น การจัดทางเดินให้โล่ง รวมถึงการย้ายห้องนอนลงมาไว้ชั้นล่างหากจำเป็น โดยควรออกแบบให้ใช้งานได้สะดวก ปลอดภัย และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายในอนาคต

 เช่น ห้องน้ำควรเข้าออกง่าย ไม่มีธรณีประตู พื้นไม่ลื่น ประตูมีความกว้างเพียงพอ และมีจุดยึดจับในตำแหน่งที่เหมาะสม 

รองศาสตราจารย์ไตรรัตน์ ยังชี้ว่า การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยควรทำควบคู่กับการวางแผนการเงิน เพราะแม้การปรับบ้านบางส่วนอาจเริ่มต้นได้ตั้งแต่งบประมาณไม่สูง เช่น การติดเทปกันลื่น เพิ่มไฟส่องสว่าง หรือปรับสภาพทางเดิน แต่หากปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุหรือจำเป็นต้องดูแลระยะยาว

 ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าหลายเท่า ดังนั้นการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ จึงช่วยให้ลูกค้ามีทั้ง

“บ้านที่พร้อม” และ “การเงินที่พร้อม” สำหรับชีวิตหลังเกษียณมากยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ การตัดสินใจว่าจะ “อยู่บ้านเดิมต่อ” หรือ “ย้ายไปที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่” สำหรับวัยเกษียณ ไม่ได้มีคำตอบแบบเดียวสำหรับทุกคน แต่ควรประเมินร่วมกันอย่างรอบด้านทั้ง

สุขภาพ สภาพแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อให้ได้ทางเลือกที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการปรับบ้านเดิม การย้ายไปอยู่ใกล้ลูกหลาน หรือการพิจารณาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีบริการรองรับอย่างเหมาะสม